หลายท่านคงได้พบเห็นเกี่ยวกับเรื่องภารกิจอะพอลโล่(Apollo) มาบ้างและแน่นอนว่าหลายๆท่านรู้จัก ภารกิจอะพอลโล่ 11 อันเป็นที่โด่งดัง ก้าวแรกของมนุษย์ชาติบนดวงจันทร์ ด้วยความรู้ทางวิศวะกรรมและความพยายามของมนุษย์ได้สร้างยานพาหนะและอุปกรณ์ที่มีความซับซ้อนสูง ประสบความสำเร็จในการเยือนดวงจันทร์ หนึ่งในส่วนสำคัญคือรวดขับดัน Saturn V โดยวันนี้ผมะมาพูดถึงเจ้าสิ่งนี้กันครับ
การที่เราจะออกไปสู่นอกชั้นบรรยากาศได้นั้นจำเป็นที่จะต้องใช้จรวดขับดันครับและในการที่จะไปยังดวงจันทร์ได้นั้นจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และส่วนที่อาศัยของนักบินครับดังนั้นจะมีน้ำหนักบรรทุกที่เยอะมากๆ ในช่วงยุคปี 60-70 เป็นช่วงที่ชาติมหาอำนาจทั้ง 2 โซเวียตและอเมริกามีการแข่งขันกันด้านอวกาศสูงครับ แต่แนวโน้มทางโซเวียตดูไปได้ไกลกว่าอเมริกาโดยส่งมนุษย์คนแรกไปโคจรรอบโลกได้ก่อน ฝั่งอเมริกาเลยคิดการใหญ่โดยตั้งเป้าหมายไปที่ดวงจันทร์เลย การที่จะส่ง Payload ที่มีน้ำหนักเยอะๆออกนอกบรรยากาศโลกได้จึงเป็นสิ่งที่ท้าทายสุดๆ ดังนั้นจึงมีการวิจัยและสร้างเจ้า Saturn V ขึ้นมาครับ ซึ่งเป็นจรวดที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคสมัยนั้น
(ที่มา : https://web.archive.org/web/20030305194706/http://grin.hq.nasa.gov/IMAGES/LARGE/GPN-2000-000630.jpg)
Saturn V เป็นจรวดขนส่งหนักพิเศษ(Super heavy lift lunch vehicle) มีความสูงถึง 111 เมตร หรือประมาณตึก 36 ชั้นเลยทีเดียว ถูกออกแบบมาให้ส่งนักบินอวกาศ 3 คนไปยังดวงจันทร์ พัฒนาโดยนาซ่าเพื่อใช้ในภารกิจสำรวจดวงจันทร์ด้วยมนุษย์ในโครงการอะพอลโล่นั่นเองครับ และในโครงการนี้จรวดลำที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล Saturn ก็คือเจ้า Saturn V นี่ละครับ ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลสถิติในปี คศ.2023 Saturn V ก็ยังเป็นจรวดลำเดียวที่ส่งมนุษย์ได้ไกลเกินกว่าวงโคจรต่ำของโลก(LEO) รวมภารกิจอะพอลโล่ตั้งแต่ภารกิจที่ 8 จนถึง อะพอลโล่ 17 จรวด Saturn V ได้ส่งนักบินอวกาศไปแล้วกว่า 24 คนเลยทีเดียว
(ที่มา : page 26 of the S-IVB Saturn High Energy Upper Stage and its Development (Douglas Paper No. 4040)
โดย Saturn V ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน(Stage) โดยในส่วนแรก(S-IC First Stage) จะบรรทุกเชื้อเพลิงเคโรซีน(Kerosene Fuel) เป็นจำนวน 770,000 ลิตร และออกซิเจนเหลว(Liquid Oxygen) อีกจำนวน 1.2 ล้านลิตร ทั้งหมดนี้เพื่อใช้ในการเติมให้กับเครื่องยนต์จรวดแบบ F1จำนวน 5 เครื่องยนต์ซึ่งเมื่อจุดระเบิดทำงานจะสร้างแรงขับกว่า 7.5 ล้านปอนด์ และเมื่อถึงระดับความสูง 67 กิโลเมตรจากพื้นโลกส่วนนี้จะถูกปลดออกจากจรวดหลักครับ ส่วนที่ 2 (S-II Second Stage) บรรจุเชื้อเพลิงเป็นไฮโดรเจนเหลว(Liquid Hydrogen) 984,000 ลิตรและออกซิเจนเหลว(Liquid Oxygen) อีกจำนวน 303,000 ลิตร ป้อนให้กับเครื่องยนต์จรวด F1 จำนวนหนึ่งเครื่อง สร้างแรงขับดันในแนวดิ่งให้แก่จรวดหลักอีกเพียง 30 กิโลเมตรและปลดออกมอบหน้าที่ให้ส่วนที่ 3 ต่อครับ (S-IVB Third Stage) โดยส่วนนี้จะบรรจุเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลวจำนวน 252,750 ลิตรและออกซิเจนเหลว(Liquid Oxygen) อีกจำนวน 73,280 ลิตร เพียงพอที่จะให้จรวดหลักและส่วนของยาน เข้าสู่วงโคจรโลกที่ต้องการแล้วจึงดับเครื่องยนต์ลง ซึ่งปฏิบัติการทั้งหมดนี้ใช้เวลาเพียง 11.39 นาทีแล้วจะติดเครื่องอีกครั้งเพื่อเหวี่ยงตัวยานออกจากวงโคจรโลกในอีกประมาณ 2 ชั่วโมง
(S-IC ที่มา http://www.collectspace.com/news/news-061616a-saturn-rocket-stage-infinity.html)
ทุกส่วนของ Staturn V ถูกออกแบบมาให้ใช้เพียงครั้งเดียวเนื่องจากถูกปลดออกในระหว่างการบินและเสียดสีกับชั้นบรรยกาศโลก เมื่อจบภารกิจแล้ว ส่วนที่จะกลับมามีเพียงส่วนที่เป็น Command Module ซึ่งลงมาบนพื้นโลกกับนักบินเพียงเท่านั้นครับ และจะถูกสร้างใหม่ในแต่ละภารกิจเลย
จบแล้วครับสำหรับ EP แรกของซีรีย์ Back to the moon กลับมาอีกครั้งหลังจากไม่ได้เขียนบล็อกไปนาน หากข้อมูลผิดพลาดสามารถคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดกันได้เลยนะครับ
ที่มา :https://spoc.rtaf.mi.th
https://th.wikipedia.org
https://www.nasa.gov/learning-resources/for-kids-and-students/what-was-the-saturn-v-grades-5-8/
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น